ตู้เสื้อผ้า (ลิ้นชักหัวใจ)

6 responses, Jan 13, 2008

บางทีเราก็ไม่เคยใส่ใจอะไรใกล้ๆ ตัวเลย
บางทีเราก็ลืมไปว่าเรามีมันอยู่
บางทีเราก็ลืมไปว่าถ้าวันหนึ่งมันไม่อยู่กับเรา ชีวิตคงจะลำบากขึ้นเป็นกอง

ที่บ้านที่มหาสารคาม เรามีสมบัติอยู่อย่างหนึ่ง
อยู่กับเรามาหลายปีดีดัก ตั้งแต่สมัยยังอยู่บ้านเช่าข้างโรงเรียนศรีสวัสดิ์
ย้ายบ้านมาหนสองหนมันก็ยังอยู่กะเรา
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่สมบัติชิ้นนี้ เราไม่เคยเปลี่ยนหรือทิ้ง
อาจจะเพราะว่ามันยังใช้ได้ดีอยู่
หรืออาจจะเพราะว่ามันไม่เคยแน่นเต็มเหมือนตู้หนังสือที่เพิ่มขึ้นทุกวันๆ
จนป่านนี้บ้านหลังน้อยจแทบจะหาที่เดินไมไ่ด้เพระามีแต่ตู้หนังสือ

สมบัติชิ้นนี้คือตู้เสื้อผ้า
จริงๆ ก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นสมบัติหรืออะไรหรอก แต่พอมานั่งคิดๆ ดู
อยากจะร้องให้
คิดถึงตู้เสื้อผ้าน่ะ…
เหมือนคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อ คิดถึงแม่ หมาและแมวและสวนหน้าบ้าน

ตู้หลังนี้ฉันจำไม่ได้ว่าได้มันมาตั้งแต่เมื่อไร
เท่าที่สมองพอจะไล่สำนวนได้ก็คือแม่ซื้อให้พี่แคหลังหนึ่ง แล้วก็เลยซื้อให้คูนอีกหลัง
เพราะเริ่มมีเสื้อผ้ามากขึ้นก็ตอนเข้าโรงเรียนประถมสาธิต

จริงๆ แล้วก็มีแต่เสื้อเชิ้ตขาวสามสี่ตัว กางเกงสีกรมท่าเข้มจนเกือบจะดำเท่าๆ จำนวนเสื้อ
ที่เหลือก็ชุดนอนและชุดใส่เล่น บังเอิญว่าไม่ได้มีหัวเป็นแฟชันดีไซเนอร์เหมือนเด็กเล็กสมัยปัจจุบัน
เลยไม่มีเสื้อผ้าเป็นกระตั๊ก ไมไ่ด้ซื้อเสื้อผ้าทุกอาทิตย์หรือทุกเดือน และไม่ได้เลือกเอง
แม่จะเป็นคนเลือกให้เสมอ เรียกได้ว่าแม่ก็เหมือนไสตลิสต์ประจำตัว! และตอนนี้แม่ก็ดูเหมือนจะเป็นไสตลิสต์ให้ลูกชายน้าซะแล้ว
เพราะแม่ชอบซื้อเสื้อผ้าไปให้น้องๆ ทุกๆ วันเกิด

ฉันจัดตูเเสื้อผ้าค่อนข้างบ่อย ทุกอาทิตย์ก็ว่าได้ถ้าไม่เขี้เกียจจนเกินไป
นั่นก็เพราะว่าที่บ้านเราไม่ได้ซักผ้าเอง แต่ไปฝากป้าร้านซักผ้าซัก และตอนนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่
สาเหตุนะหรือ? พ่อแม่ไม่ว่างมีสอนมีประชุมทั้งวัน ลูกก็ไม่ว่างเพราะเลิกเรียนก็ไปเรียนพิเศษกันกลับบ้านค่ำมืดดึกดื่น
ตะวันตกดินแล้ว ครั้นจะซักผ้าตากผ้า แสงนวลๆ จากพระจันทร์มันคงจะไม่ร้อนพอให้ผ้าแห้งได้

พอมีคนซักผ้าให้เราก็ต้องเวียนไปเอาผ้า พ่อจะขี่รถออกไปเอาทุกเช้า และมักจะกลับมาพร้อมกับข้าวเหนียวหมูปิ้ง
บางทีก็ปลาท่องโก๋หวานมัน วันไหนโชคดีหน่อยอาจจะได้กินตับย่าง
พอเราเอาผ้าเข้าบ้านแล้ว ก็จะมีกิจกรรมประจำบ้านหนึ่งอย่างนั้นคือการ “แยกผ้า”
แยกว่าของใครเป็นของใคร พ่อ แม่ พี่ น้อง และเอาไปกองไว้หน้าตู เพื่อการสมใส่ต่อไป
เป็นหน้าที่ของลูกที่มักจะเกี่ยงกันเสมอ บางทีเกี่ยงกะพี่สาวไม่ยอมแยกผ้าหลายวันเข้าก็มีตะกร้าผ้ามากองกันมากมาย
แต่พอพี่สาวไปเรียนต่อ หน้าที่จึงตกเป็นของเรา พอแยกผ้าเสร็จก็ต้องเอาผ้าเข้าตู้
ถ้าพ่อแม่ไม่ยอมเอาผ้าเข้าตู้ตัวเอง หลายวันเข้ามันก็กองท่วมขึ้น บางทีก็รำคาญลูกตา เราจึงเป็นคนเก็บเข้าตู้เสื้อผ้าให้ทุกคนในบ้าน
เป็นที่มาว่าทำไม ตู้เสื้อผ้าจึงสำคัญกับฉันนัก นอกจากจะเชี่ยวชาญการผ้า การจัดตู้ รู้ซอกรู้มุมดี รู้ว่าถ้าผ้าเช็ดหน้าพ่อหายมันจะไปอยู่
หลืบไหนของตู้

นอกจากนี้ตู้เสื้อผ้ายังเป็นที่นอนของแมวทั้งหลายในบ้าน ถ้าวันดีคืนดีแมวจะตกลูก มันก็จะมาคลอดในตู้เสื้อผ้านี่แหละ
ตูเเสื้อผ้าในบ้านนี้เป็นห้องคลอด ให้กำเนิดแมวมาหลายรุ่นหลายสมัยแล้วแล

ตู้เสื้อผ้าของฉันทำด้วยไม้อัดธรรมดา ปลวกขึ้นพื่้นตู้ไปทีสองทีแต่ก็ยังใช้ได้และแข็งแรงดีอยู่
ที่หน้าตู้จะมีสติกเกอร์ที่เพื่อนทำให้ตั้งกะเด็กๆ ชอบมากจนกระทั่งไปหัดซื้อกระดาษสติกเกอร์สีมาตัดทำเป็นชื่อตัวเงอ
และมี ตัวอักษร C O O N ติดอยู่กึ่งกลางตู้ ตัวอักษรทำด้วยเซรามิกสีน้ำตาล สมัยก่อนที่บ้านจะชอบแต่งสวน
เลยไปซื้อของพวกนี้มาใช้เยอะ

ปิดเทอมฤดูร้อนที่แล้วไปเปิดตู้ดู ก็ตกใจเหมือนกัน
นอกจากจะมีเสื้อผ้าเก่าๆ แล้วยังมีสมบัติตั้งกะสมัยอนุบาล ประถม มัธยมอยู่เกือบครบ
ตั้งแต่เข็มขัดนักเรียน ผ้าพันคอลูกเสือสามัญและลูกเสือสำรอง ป้ายชื่อค่ายโอลิมปิกคอมพิวเตอร์ หมวก รด. และเสื้อยืดเมื่อสิบปืีที่แล้ว..
แต่ยังใส่ได้ดีอยู่

และที่น่าจะสำคัญที่สุดคือรูปวาดตัวการ์ตูนเกม Rockman สมัยประถมสอง ที่อิ่ม เพื่อนสนิทที่สุดวาดไว้ให้

ฉันชอบเกมนี้มาก เลยติดรูปนี่ไว้ในตู้เสื้อผ้า แต่พอโตขึ้นก็ไมไ่ด้นึกถึงมันเท่าไร เหมือนว่าเปิดตู้เสื้อผ้ามันก็อยู่ของมันอยู่แล้ว

กดเพื่อดูรูปใหญ่

อิ่มวาดรูปเก่งตั้งแต่เด็ก รูปนี้อายุสิบกว่าปีแล้ว ตอนนี้อื่มเรียน Graphic Design อยู่ มข
เราบ้าเกมเหมือนกัน เลยสนิทกันตั้งกะเด็ก…

ตู้เสื้อผ้าจึงไม่ได้เป็นแค่ตู้เสื้อผ้า
แต่เหมือนลิ้นชักหัวใจ
ที่เปิดออกมาทีไรก็มีแต่ความทรงจำ
ดีบ้าง เศร้าบ้าง สนุกบ้าง ก็ว่ากันไป

จนตอนนี้โตจนหมาเลียตูดไม่ถึง
แม่ไม่ซื้อเสื้อผ้าให้แล้ว เพราะเริ่มแก่แดดมีไสตล์เป็นของตัวเอง
ก็ยังคิดถึงตู้หลังเก่าอยู่

เสื้อผ้าทั้งหลายมันก็เหมือนความสัมพันธ์
เรามีเสื้อผ้าตัวเก่ง อยากใส่ทุกครั้งเท่าที่โอกาสจะอำนวยถึงแม้จะไม่ได้ซักก็ตาม
เหมือนเพื่อนคนสนิท

พอใส่ซ้ำๆ บ่อยๆ เค้ามันก็ขาด หมดอายุไปตามกาลเวลา
คนสนิทกันมากๆ บางทีมันก็ลืมนึกถึงใจกัน เพราะบางทีมันอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย
ที่เราคิดว่าเราเข้าใจกันดีอยู่แล้ว ยอมกันได้ จนบางทีอาจจะได้ระหองระแหงทะเลาะเลิกรากันไป

เสื้อผ้าชุดไหนนานๆ ถึงจะได้ใส่ที บางทีซื้อมาอาจจะไม่ชอบ ไม่พอดี ไม่สวย
เราก็ซุกไว้อยู่หลืบในสุดของลิ้นชักหัวใจ
บางทีถ้ามันเป็นคนก็เขาคงจะน้อยใจเราเหมือนกัน

ในยุคที่พ่อแม่และทีวีส่งเสริม ยัดเยียด “ความเป็นตัวของตัวเอง” ให้เด็กๆ
เสื้อผ้าอาภรณ์ต้องโดด ไม่เหมือนใคร
เพื่อเป็นเป้าสายตา หรือเพื่อความสวยงามส่วนตัว สุดแท้แต่จะเดาได้
บางทีเราอาจจะลืม (หรือตั้งใจมองไม่เห็น?)
เสื้อผ้าเก่าๆ และความสัมพันธ์เก่าๆ
ที่อยู่ตามซอกหลืบของตู้และลิ้นชักก็เป็นได้

บางทีเราก็นึกขำ ว่าตัวเรามันสำคัญนักหรือไง
บางคนนั่นสำคัญตัวมาก จนไม่เห็นหัวคนอื่น
ก็น่าเศร้่า นึกสงสารเสื้อผ้าในตู้ของเขาไปด้วย….

ลืมทำอะไรตกไว้ใสตู้เสื้อผ้าบ้างก็ไปเปิดค้นดูกันบ้างนะครับ
บางชุดบางคนก็เขายังรอเราอยู่นะ :)

Empty Christmas (’07)

2 responses, Dec 26, 2007

เวลาคนเราออกเดินทาง
เรามักหลงลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือจุดหมาย…
ตั้งมั่นอยู่กับปลายทาง
จนมองไม่เห็นอะไรรอบกาย..

จริงๆ แล้ว
ผมว่าในทุกๆ การเดินทาง
ปลายทางอาจจะไม่สำคัญที่สุดเสมอไปหรอก
ถ้าเรามองออกไปก็จะเห็น
ว่าสิ่งสวยงามและรอยยิ้ม
มักจะอยู่ “ระหว่างทาง” เสมอๆ

ถ้าหากเราต้องไปยังเป้าหมายเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การเดินทางไปสู่เป้าหมายนั้นมันคงเหมือนกันทุกรอบ หากว่าสิ่งสำคัญคือปลายทาง
แต่กระนั้น
ระหว่างทาง – หรือช่องว่างระหว่างชีวิต
ไม่เคยเหมือนเดิม
การเดินทางทุกๆ ครั้ง ในที่เดิมๆ คนเดิมๆ บรรยากาศเดิม
จึงไม่เคยน่าเบื่อ

ผมเชื่อ
ว่าเราทุกคนเกิดมาคนเดียว
แล้วก็จะต้องตายไปคนเดียว
เหมือนพระท่านกล่าวไว้

เจ้าเกิดมามีอะไรมาด้วยเจ้า ใยมัวเมาโลภมากทำบาปใหญ่
เจ้ามาเปล่าแล้วจะเอาอะไรไป เจ้าก็ไปตัวเปล่าเหมือนเจ้ามา

แต่ระหว่างทาง…
หลังเกิด และ ก่อนตาย
มีใครบ้างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา
นั่นแหละ สิ่งสำคัญ
เพราะเขาเหล่านั้นคือ “ระหว่างทาง”
แห่งการเดินทางของชีวิต
ของทุกคน

ขอให้ทุกๆ คนที่ทุกๆ คนรักมีความสุข
ในวันครอบครัวสากลนะครับ :)



แถมเพลงให้ฟัง ;)

คัตสึด้งหมูนุ่มกรอบ (カツ丼)

4 responses, Dec 24, 2007

ลุงหมักจะได้เป็นนายกหรือไม่? พี่หารและลูกชายหายไปไหนไม่ให้สัมภาษณ์ ?
พี่มาร์คเป็นค้านแน่ๆ พี่แม้วและผองเพื่อนจะได้รับนิรโทษกรรม? เฮียลิ้มสิ้นหวัง (แล้วปีที่แล้วกูเดินสายทัวร์ไปเพื่ออะไรวะ!?)

การเมืองไทยจะหันไปทางไหน พักไว้ก่อน เหลือเวลาอีกสามสิบวันกว่าจะเห็นผลชัดแจ้ง
แน่นอนถ้าหิวเราก็ไม่สามารถวิเคราะห์เหตุบ้านการเมืองกันได้ เพราะงั้นมาทำอาหารกันดีกว่า

วันนี้ขอนำเสนอ คัทสึด้งสูตรหมูนุ่มพิเศษ (カツ丼) เอาไปทำกินกันได้ ยืนยันรสชาติความอร่อย กุ๊กฟูจิชิมแล้วยังเรียกพี่ จริงๆ แล้วก่อนจะทำจานนี้ผมคิดว่ามันคงเป็นคัทสึด้งธรรมดาแต่เวรกรรมซ้ำเติมดันลืมซื้อแป้งไว้ เลยไม่มีอะไรจะใส่หมูให้มันเกาะเกร็ดขนมปัง นึกได้ว่ามีโกกิอยู่เลยลองเอามาแทนแป้งที่ใช้ตามปกติดู ผลปรากฏว่าอร่อยกว่าคลุกแป้งธรรมดาอีก ฮ่าๆ

วิธีทำนั้นก็ไม่ยาก เรียกว่าพอเป็นแล้วจะเลิกสั่งข้าวหน้าหมูทอดไปตลอดชีวิต
ไม่ได้โม้ มาดูกันดีกว่าทำยังไงบ้าง 5555

วัตถุดิบ

มิริน 1 ขวด
โชยุ (kikoman ด้วยถึงจะดี เพราะรสชาติเข้มกำลังดี) 1 ขวด
น้ำตาลทราย
เกลือ
พริกไทย
นมสด จืดหวานตามสะดวก
แป้งโกกิ
เกร็ดขนมปัง
ไข่พอประมาณ ถ้ากินคนเดียวใช้สองฟอง
หอมใหญ่
ต้นหอม ถ้ามี spring onion จะดีมาก
หมู ถ้าเป็นสันคอจะนิ่มกำลังดี
ขิงดอง และมิโสะ (ถ้าไม่มีก็ไม่เปนไร)

ข้าวสวย ข้าวไทยก็ได้ญี่ปุ่นก็ได้ ข้าวเหนียวก็ดีถ้าไม่ขี้เกียจกิน
หุงข้าวพอดีๆ นะ อย่าให้แฉะ เดี๋ยวจะกินลำบาก หุงข้าวนี่สูตรใครสูตรมัน ปกติเราหุงข้าวไทยกะญี่ปุ่นคล้ายๆ กัน แต่ข้าวญี่ปุ่นจะใส่น้ำมากกว่าหน่อยนึงเพราะมันเหนียวกว่า พอหุงแล้วออกมาแล้วข้าวเรียงตัวกะลังดี ถ้าอยากเพิ่มรสชาติก็ซาวข้าวให้เสร็จแล้วกะน้ำให้พอดีละลายซุบก่อนใส่ลงไปจะได้ข้าวรสดี แต่บางคนไม่ค่อยชอบน่ะ

แล้วก็
เตรียมน้ำมันพืชเยอะๆ กระทะเล็ก สาก (เอาไว้ทุบหมู) กระทะหลุมหรือหม้อเล็ก (เอาไว้ทอดหมู) ไมโครเวฟ (เอาไว้ต้มเหล้า – มิริน)

วิธีทำซอสหมู

เราจะเริ่มที่ซอสหมูกันก่อน เพราะว่าทำแล้วต้องทิ้งไว้ให้เย็นพักหนึ่ง
ซอสนั้นมีสองส่วนแล้วจะเอามาผสมกันทีหลัง

ส่วนแรก
1. เตรียมถ้วย ตวงโชยุประมาณ 100-150 กรัมพอประมาณ ผสมกับน้ำตาลทรายประมาณ 80 กรัม ตีให้เข้ากันละเอียด ชิมก่อนได้ มันจะออกเค็มหวาน นัวลิ้นมากๆ เหมือนกินแจ่วอะ เสร็จแล้วเอาไปใสไมโครเวฟไฟแรงสุดสองนาที เสร็จแล้วเอามาพักไว้

เวลาตวงส่วนผสมนะ ไม่ต้องแม่นมากก็ได้ ใช้สัญขาติญาณเอา จะอร่อยกว่า ถ้ามันเค็มหรือหวานเกินก็ลดสัดส่วนเโชยุกับน้ำตาลเอานะ

ส่วนสอง
1. เตรียมมิริน 100 กรัม น้ำเปล่า 200 กรัม
2. ผสมใส่กันตีให้ทั่ว
3. เอาเข้าไมโครเวฟสี่นาที ไฟแรงสุด นี่คือการต้มเหล้ามิรินเพื่อให้แอลกอฮอล์ระเหยออกให้หมดให้เหลือแต่รสหวาน เสร็จแล้วชิมดู อร่อยหละคุณเอ๋ย

พอได้ซอสสองส่วนแล้วแยกกันไว้ ทิ้งให้เย็น

ขั้นตอนการเตรียมหมูและการทอด

1. หั่นหมูสันคอเป็นแผ่น ไม่หนาไม่บาง เอาเป็นชิ้นเรียวเหมือนที่เขาทำตามร้านก็ได้
2. เอาสากทุบหมูพอเละ อย่าให้เละมาก ทุบแล้วหมูจะนุ่มหนะ
3. นำหมูที่หั่นแล้วในนมสด ใส่พริกไทยตามชอบ แช่ไว้ประมาณสิบห้าถึงสามสิบนาที อยากให้นุ่มมากก็ประมาณ ชม นึง แช่พอท่วม อย่าเยอะมาก
4. พอหมักเสร็จก็เทนมออกพอประมาณให้เหลือติดไว้หน่อย ใส่โกกิ ผสมน้ำ คลุกให้แป้งละลายเป็นเนื้อดีกับหมู
5. ใส่ไข่ เกร็ดขนมปังตามลไป ตีให้เข้ากัน เอามือขยี้จะมันส์มาก ขอบอก

6. ตั้งหม้อหรือกระทะ ใส่น้ำมันพืชตั้งไฟให้ร้อน ทดสอบความร้อนจากการใส่เกร็ดขนมปังลงไปดู ถ้ามันลอยขึ้นมาเลยแสดงว่าน้ำมันเดือดกำลังดี ถ้ามันจมลงไปแสดงว่ายังร้อนไม่พอ
เสร็จแล้วทอดหมูทีละประมาณสองสามชิ้น อย่าให้เกาะกันมาก ทอดไฟปานกลางอย่าให้ร้อนมาก ไม่งั้นจะไหม้ แล้วไม่อร่อย

7. ทอดหมดแล้วเอาหมูมาสะเด็ดน้ำมัน วางพักไว้

ขั้นสุดท้ายผสมซอสและหมู เตรียมราดข้าว

1. หั่นหอมใหญ่เป็นแว่นๆ ต้นหอมเป็นข้อเล็กๆ ถ้าซอยให้ละเอียดได้จะดูดีมาก
2. ผสมซอสทั้งสองแบบที่เตรียมไว้เข้าด้วยกัน คนให้เข้ากันดี ชิมดูก่อนได้ นี่คือรสชาติหลักของอาหารจานนี้ มันจะไม่เค็มไม่หวานมาก แต่กำลังดี

3. ตั้งกระทะ เทซอสลงในกระทะ เอาพอประมาณอย่ามากอย่าน้อย ถ้าน้อยเกินมันจะแห้ง พอซอสเริ่มเดือดเทหอมใหญ่กะต้นหอมลงไปผัด เอาพอหอมนิ่ม แล้วเทหมูทอดตามลงไป

4.ตีไข่ในถ้วยให้แตกพอประมาณ ราดไข่ลงไปทั่วๆ เสร็จแล้วเปล่ยนไฟเป็นกลางหรือเบา หาฝาหม้อมาปิดกระทะ ทิ้งไว้สามนาที ถ้าน้ำมันแห้งเกินก็เติมซอสลงไปได้ แต่อย่าให้ชุ่มมาก

5. เตรียมข้าวใส่ถ้วยเททุกอย่างจากกระทะราดข้าว ถ้านำเยอะเกินให้เทน้ำออกก่อนให้เหลือพอดีๆ เดี๋ยวข้าวมันจะแฉะแล้วเลี่ยน

6. กินครับ เสร็จแล้ว ถ้ากินไปดูอนิเมะไปจะเข้าอารมณ์ญี่ปุ่นมาก หรือจะนั่งฟังสนธิด่าพี่หมักไปพลางก็อร่อยไม่แพ้กัน ถ้ามีมิโสะก็ต้มใส่ถ้วยเล็กแล้วซดไปพลาง จะลื่นคอดีมาก ถ้ามีขิงดองก็จัดเป้นเครื่องเคียงไป หวานเปรี้ยวเข้ากับรสชาติหมูนุ่มเรากำลังดีครับ

อาหารระดับภัตตาคารดีๆ ง่ายนิดเดียวเอง
enjoy cooking ครับ

Page 5 of 49« First...«34567»...Last »